วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บาหยา (ย่าหยา)Ganges Primrose

บาหยา (ย่าหยา)Ganges Primrose







ชื่ออื่น   อ่อมแซบ ,ย่าหยา, บุษบาฮาวาย, บุษบาริมทาง (กรุงเทพฯ); ผักกูดเน่า (เชียงใหม่) 
ชื่อสามัญ: Ganges Primrose, Ganges River asystacia, Chinese violet, Coromandel, Creeping foxglove, Baya, Yaya,(Kannada: Meddhe soppu, Lavan-valli, Maithaala kaddi • Malayalam: Valli-upu-dali • Marathi: लवण वल्ली Lavana valli • Tamil: Parchorri, Chorri, Mekampokki • Telugu: Mukka mungera, Poda beera )
ชื่อพ้อง  Justicia gangetica L. 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Asystasia gangetica (L.) T. Anders.
ตระกูล: Scrophulariales
ชื่อวงศ์: Acanthaceae
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่มล้มลุก ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม ตั้งตรงหรือรอเลื้อย มีขน สูงถึง 1 เมตร 
 ใบ  ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม ยาว 3-4.5 เซนติเมตร กว้าง 2.4-3.5 เซนติเมตร ใบรูปไข่ ปลายแหลม โคนใบเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบ ผิวใบมัน เส้นกลางใบมีขน ก้านใบยาว 3-5 มิลลิเมตร มีขนนุ่ม ผิวใบด้านหลังใบมีซิสโทลิท (cystolith) หรือผลึกของแคลเซี่ยมคาร์บอเนตที่ผิวใบสะสะมอยู่มาก 
ดอก ออกเป็นช่อกระจะ ออกที่ซอกใบและปลายยอด โดยดอกจะติดอยู่บนแกนช่อดอก และทยอยบานจากโคนช่อขึ้นไปตามปลายยอด ช่อดอกยาว 16 เซนติเมตร ก้านดอกย่อยยาว 2-3 มิลลิเมตร ดอกรูปกรวย ปลายแยกเป็น 5 แฉก ขนาดเท่ากัน ผิวด้านนอกมีขน ด้านในเรียบ ดอกสีขาว สีเหลือง หรือสีม่วงอ่อน กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดยาว โคนหลอดกว้าง 3 มิลลิเมตร ปลายหลอดกว้าง 1 เซนติเมตร กลีบรูปกึ่งกลมแกมรูปไข่กลับ ขนาด 0.7-1.2 × 0.8-1 เซนติเมตร กลีบกลางมีปากล่างสีม่วง หรือสีออกม่วงเข้มอมน้ำตาล กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ มีขน วงกลีบยาว 7 มิลลิเมตร แบ่งเป็นพู รูปหอกแกมรูปเส้นตรง ขนาด 5-7 × 1-1.2 มิลลิเมตร ด้านนอกมีต่อมขน ที่ขอบมีขนอ่อนเล็กๆ ใบประดับรูปสามเหลี่ยม ขนาด 5 มิลลิเมตร มี 2 แผ่น มีขน ใบประดับย่อย รูปหอกแกมรูปเส้นตรง ขนาด 1-2.5 มิลลิเมตร มีขน เกสรเพศผู้มี 4 อัน สีขาว เป็นอิสระ ก้านชูอับเรณูโค้งเข้าหากัน ก้านเกลี้ยง โคนเชื่อมติดบนหลอดกลีบดอก แบ่งเป็นสองคู่ คู่ยาว ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร คู่สั้น ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร อับเรณูขนาด  3 × 1 มิลลิเมตร เกสรเพศเมีย มีรังไข่เหนือวงกลีบ รูปรี ขนาด 3.5 มิลลิเมตร มีขน ก้านชูเกสรเพศเมียยาว 1.8 เซนติเมตร มีขนคล้ายกำมะหยี่ ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่ม 2 พู 
ผล  แบบแคปซูล ขนาด 1.3×2 เซนติเมตร  รูปทรงกระบอก มีขนปกคลุม  ผลแก่แตกเป็น 2 ซีก ภายในมี
เมล็ด 3-4 เมล็ด เมล็ดรูปไต แบน สีน้ำตาล ขนาด 3-5 × 0.5-3 มิลลิเมตร พบขึ้นตามที่รกร้าง ริมน้ำ ชายคลอง ทั่วไป ออกดอกราวเดือนกันยายนถึงธันวาคม ติดผลราวเดือนธันวาคมถึงมีนาคม
การกระจายพันธุ์ : บาหยามีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบตั้งแต่ อัฟริกา อินเดีย ศรีลังกา และประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พบขึ้นเป็นวัชพืชทั่วไป โดยเฉพาะตามชายหาด หรือปลูกเป็นไม้ประดับ 
สรรพคุณทางสมุนไพร
ราก  แก้ไข้เพื่อโลหิต แก้พิษฝีภายใน แก้ไข้เหนือ ขับลมให้ซ่านออกมาทั่วตัว
ใบ แก้ปวดบวม ปวดตามข้อ ขับพยาธิ ใบและดอก สมานลำไส้ ลดไข้ บรรเทาอาการเจ็บท้องคลอดลูก แก้พิษงู และแก้ม้ามโตในเด็กที่เกิดใหม่
ตำรายาไทย   ใบ แก้ปวดบวม แก้ปวดตามข้อ ถ่ายพยาธิ และเป็นพืชอาหาร ใช้กินเป็นผัก
ชนเผ่าทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย ทั้งต้น ใช้รักษาโรคข้อรูมาติซึม ราก ใช้ภายนอก แก้ผื่นแพ้ที่ผิวหนัง ใบ รักษาเบาหวาน
ประเทศแอฟริกาใต้ใช้ ทั้งต้น กินเป็นผัก น้ำสกัดจากต้นใช้ขับพยาธิ แก้อาการบวม รักษาโรคข้อรูมาติซึม โรคโกโนเรีย รักษาโรคหู
 ประเทศไนจีเรียใช้ ใบ เป็นยาเฉพาะที่ รักษาหอบหืด

สถานที่  อำเภอรัตนบุรี  จังหวัดสุรินทร์
อ้างอิง
ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. บาหยา. http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=233
มหัศจรรย์แห่งสมุนไพรไทย  .http://thaiherb-tip108.blogspot.com/2011/03/blog-post_25.html
สารานุกรมพืชในประเทศไทย.บาหยา.http://web3.dnp.go.th/botany/detail.aspx
Asystasia gangetica (L.) T. Anders. T. Anders. Acanthaceae. Ganges Primrose.
http://www.flowersofindia.net/catalog/slides/Ganges%20Primrose.html

ถั่วแปบช้าง Afgekia sericea Craib

ถั่วแปบช้าง Afgekia sericea   Craib








ชื่ออื่นๆ   :    กันภัย (สระบุรี)
ชื่อสามัญ :    ถั่วแปบช้าง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Afgekia sericea   Craib
ชื่อพ้อง :        -
วงศ์ :           Leguminosae - Papilionoideae
ถิ่นกำเนิด : ประเทศไทย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เลื้อย/ไม้เถาขนาดกลาง มีขนสีเทานุ่มคลุมตามลำต้น มักเลื้อยคลุมยอดหญ้าและไม้พุ่มเตี้ยตามป่าเต็ง-รัง 
 ใบ ใบเป็นช่อติดเรียงสลับช่อหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยใบย่อยที่ติดตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ 4-5 คู่ แต่ใบปลายสดของก้านช่อเป็นใบเดี่ยวๆ ใบย่อยเหล่านี้ รูปมนแกมรูปขอบขนาน โคนใบมนแล้วค่อย ๆ สอบเรียวเล็กน้อยไปทางปลายใบ ปลายใบแหลมทู่ หลังใบสีเขียวมีขนสั้นๆ ประปรายส่วนท้องใบมีขนละเอียด เป็นเส้นไหมสีเงินเป็นมันลู่ราบไปตามผิว จับดูจะรู้สึกนุ่มมือ ตามโคนก้านช่อและก้านใบย่อยจะมีหูใบเรียวแหลมเล็ก ๆ หนึ่งคู่ 
 ดอก  ลักษณะคล้ายดอกถั่ว สีชมพูอมขาว ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ใบประดับสีชมพูเรียงกันแน่นที่ปลายช่อ ออกรวมกันเป็นช่อแน่น ยาวประมาณ 18 เซนติเมตร ช่ออ่อนถ้าดูอย่างผิวเผิน มีรูปทรงคล้ายปรางค์ขอม จะมีกาบรองดอกสีกลีบบัว หุ้มที่โคนช่อ เกสรมี 10 อัน แยกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมี 9 อัน ซึ่งโคนก้านเกสรจะติดกัน อีกกลุ่มหนึ่งมีอันเดียวโดด ๆ หลอดท่อเกสรเมียมีอันเดียว และยาวยื่นออกมาจากดอกเห็นได้ชัด ใบประดับมีขนนุ่ม กลีบดอก 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน กลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนเชื่อมกันเป็นรูปถ้วย เกสรเพศผู้ 10 อัน ก้านเกสรเชื่อมกัน  
ผล เป็นฝักรูปขอบขนาน หนา มีขนนุ่มสีน้ำตาลปกคลุม เมื่อแก่แตกได้ เมล็ด 2-3 เมล็ด รูปไข่ มีลาย ออกดอกฤดูฝน  ฝักแก่จะแตกอ้าออกตามรอยประสาน
นิเวศวิทยา :  มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พบทั่วไปตามป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง
ขยายพันธุ์
:  ด้วยเมล็ด
ประโยชน์ : มีสรรพคุณ บำรุงไขมัน เพิ่มการสะสมไขมันในร่างกาย เหมาะสำหรับคนผอม

สถานที่ : อำเภอรัตนบุรี  จังหวัดสุรินทร์
อ้างอิง
โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี : http://www.rspg.or.th/index.html.ความเหมือนที่แตกต่าง.
http://www. rspg.or.th/articles/df/df1.htm
 ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์. กันภัยhttp://www.qsbg.org/ database/ botanic_ book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2436

 Herbs For Health. Afgekia sericea Craib.(Thua Paep  Chaang) http://herbstohealth.   blogspot.com/2009/01/afgekia-sericea-craibthua-paep-chaang.html

BOONSANONG CHOURYKAEW,CHUMPOL KHUNWASI ,
THAWEESAKDI BOONKERD AND TOSAK SEELANAN. Floral Visitors and Fruit Set in Afgekia sericea Craib (Fabaceae) http://www.thaiscience.info/journals/ Article/Floral% 20visitors%20and%20fruit%20set%20in%20afgekia%20sericea%
20craib%20(fabaceae).pdf

https://tropicalgardener.wordpress.com/tag/afgekia-sericea/

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ดองดึง climbing lily

         ดองดึง climbing lily










ชื่อทั่วไป : ดองดึง climbing lily
ชื่อท้องถิ่น : ก้ามปู (ชัยนาท); คมขวาน,บ้องขวาน, หัวขวาน (ชลบุรี);ดางดึงส์
ว่านก้ามปู (ภาคกลาง); พันมหา(นครราชสีมา) มะขาโก้ง (ภาคเหนือ)
ชื่อสามัญ : flame lily, climbing lily, creeping lily, glory lily, gloriosa lily
tiger claw, and fire lily.
 kalihari (Hindi),  Kaanthal (Tamil),  lis de Malabar (French), aranha de emposse (Portuguese), bandera española [Spanish flag] (Spanish), mkalamu (Swahili),
klänglilja (Swedish), riri (Māori), jia lan (Chinese).
ชื่อ วิทยาศาสตร์  :  Gloriosa superba L.
วงศ์ : Colchicaceae
ชนิด : epithet superb
ลักษณะ
ต้น : ไม้เถาล้มลุกขนาดเล็ก อายุหลายปี เลื้อยเกาะพันต้นไม้อื่น ยาวได้ถึง 5
ลำต้น :  เป็นหัวหรือเหง้าขนาดเล็กอยู่ใต้ดิน
ใบ: ใบเดี่ยวเรียงสลับหรือเรียงเป็นวงรอบข้อ 1-3 ใบ รูปขอบขนานแกมรูปใบหอกยาว 5-15 ซม. ไม่มีก้าน ปลายใบแหลมยืดยาวออก ทำหน้าที่เป็นมือเกาะโคนใบมน ขอบใบเรียบ
ดอก: ดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ ออกที่ซอกใบใกล้ปลาย เถาสีเหลือง ปลายกลีบสีแดง โคนกลีบ เมื่อบานใหม่ๆ มีสีเหลือง เมื่อดอกบานเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดง กลีบดอก 6 กลีบ สีเขียวอ่อนและจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวและแดง กลีบรูปแถบเรียวยาว 5-7.5 ซม.โค้งกลับไปทางก้านดอก ขอบกลีบหยักเป็นคลื่น เกสรเพศผู้มี 6 อัน ก้านยาว 3-5 ซม. อับเรณูยาวประมาณ 1 ซม. ก้านเกสรเพศเมียยาว 0.3-0.7 ซม. แยกเป็น 3 แฉก  ก้านดอกยาวประมาณ 5 ซม. ออกดอกติดผลเดือนมิถุนายน-ตุลาคม
ผล: ผลเป็นฝักแห้ง แตกได้รูปกระสวย ปลายผลแหลมขนาดกว้าง 2.5-3 ซม.ยาว 6-8 ซม. ผิวเรียบมักมีสันตื้น ๆ มี 3 พู เมล็ดกลมสีส้ม แกมน้ำตาลจำนวนมาก
นิเวศวิทยาและการกระจายพันธุ์ : พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 50-400 เมตร ต่างประเทศพบในแอฟริกา อินเดียและกัมพูชา
การใช้ประโยชน์  :สมุนไพร,เหง้ามีสารอัลคาลอยด์รักษาโรคปวดข้อสารสกัดจากดองดึงคือ Cochicineใช้เพิ่มจำนวนโครโมโซมในเซลพืชได้

 อ้างอิง
ดองดึง  : http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_ dofplant&view =showone&id=512
BGO Plant Database, The Botanical Garden Organization  : http://www.qsbg. org/database/ botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=902
Gloriosa superba : http://en.wikipedia.org/wiki/Gloriosa_superba

สถานที่ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ 2556

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ตอบแตบ Indian mallow

ตอบแตบ  Indian mallow







ตอบแตบ ( Top taep )  Indian mallow
ชื่ออื่นๆ :        ปอบแปบ Pop paep, มะก่องข้าว Ma kong khaao,
                        โผงผาง Phong phaang (Nakhon Ratchasima);
                        ฟันสี Fan see (Central)
ชื่อสามัญ :  Hindi - Kanghi, Kakahi
                        English - Country mallow, Indian mallow
                        Bengali - Petari
                        Malayalam - Dabi, Uram
                        Guajarati - Khapat, Kansi, Dabli
                        Marathi - Mudra, Petari
                        Tamil -Tutti, Paniara, Hutti
                        Telugu -Tutturubenda
 ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Abutilon Indicum L. Sweet
ชื่อพ้อง :       Sida indica L.,
วงศ์ :              Malvaceae
ถิ่นกำเนิด :    อินเดีย , ปากีสถาน ????
ลักษณะพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่มอายุปีเดียวหรือหลายปี สูง 0.5-2 เมตร เปลือกเหนียว ลำต้นสีเขียวแกมเทา มีขนรูปดาวปกคลุมตลอดลำต้น ยอดอ่อนใบและก้านใบ  
ใบ : ใบรูปไข่ โคนใบรูปหัวใจ ปลายใบแหลม หูใบรูปแถบ ออกดอกเดี่ยวๆที่ซอกใบ มีรอยข้อต่อพองออก และหักงอ ที่ส่วนปลายก้านดอก
ดอก : กลีบดอกสีเหลืองหรือส้ม รูปไข่กลับ ปลายมน หรือปลายตัด หรือเว้าบุ๋ม ยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร บริเวณโคนมีขนรูปดาว บริเวณอื่นผิวเกลี้ยง
ผล : ผลแห้งแล้วแตก รูปครึ่งทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2 เซนติเมตร แบ่งเป็น 15-22 ซีก ปลายแหลมสั้นๆ มีขนปกคลุมแน่นที่โคน
เมล็ด  : เมล็ด 2-3 เมล็ดต่อซีกผล รูปไต มีขนรูปดาวปกคลุม
ประโยชน์ : ใบมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ, รักษาโรคหนองใน,เบาหวาน, ยาชูกำลัง,ขับปัสสาวะ และเป็นกระตุ้นภูมิคุ้มกัน รากและเปลือกไม้ที่ใช้เป็นยาโป๊,รักษาอาการไอ , พยาธิปอด
ยากล่อมประสาทและไข้  น้ำจากใบของมันถูกนำมาใช้ในการกำหนดเป็นครีมสำหรับการรักษาแผลในกระเพาะอาหารอย่างรวดเร็ว สารสกัดนำมาใช้ในการบรรเทาความกระหาย ในการรักษาโรคหลอดลมอักเสบและท้องเสีย

อ้างอิง
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์. http://www.qsbg.org/database/botanic
            _book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2052
 Archna Sharma, R.A. Sharma, andHemlata Singh. Phytochemical and Pharmacological Profile of               Abutilon Indicum L. Sweet : A Review article.
            http://globalresearchonline.net/journalcontents/v20-1/20.pdf
Research Journal of Pharmaceutical, Biological and Chemical Sciences. A Review on Some
            Important Medicinal Plants of Abutilon spp. http://www.rjpbcs.com/pdf/2010_1(4)/[75].pdf
สถานที่  อำเภอรัตนบุรี  จังหวัดสุรินทร์